2009/Nov/15

ห่างหายไปนานด้วยว่าไม่รู้จะเขียนอะไร เขียนทำไม เขียนยังไง กูเป็นใคร(อ้าว)

แต่พออ่านบล็อกคนนั้นคนนี้ไปมาก็พบว่า จะไปคิดมากทำไม บล็อกน้อยกลอยใจก็เหมือนลูกในไส้ เพื่อนในบ้าน ที่มีไว้ขี้ๆๆๆใส่บ้าง เขียนเนื้อหาสาระบ้าง สนุกสนานบ้าง  ดังนั้นแล้วด้วยความนอยเนือยเหลือใจจะขอบ่นพล่ามอะไรไม่ได้ศัพท์ดังนี้

ช่วงหลังๆมานี้รู้สึกถึงความเครียดของวัยรุ่นหัวโค้งสุดท้ายก่อนจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องหาการหางานหาเงินหาผัวหาเมีย  ไม่ว่าจะเรื่องฝึกงาน เรียนต่อ รึประกอบอาชีพในอนาคต  นอกไปจากนี้ไม่ทราบว่าเป็นกระไร ยิ่งแก่ยิ่งเหนื่อยง่าย จับงานแปบๆก็ผล็อยหลับไปซะฉิบ ไอ้อาการจะทำงานหามรุ่งหามค่ำนั่นไม่บังเกิดอีกแล้ว ยกเว้นจะถึงคราวหายนะจริงๆ  ทำไมช่วงเวลาก่อนเป็นผู้ใหญ่ถึงเหมือนภาวะจำศีลในฤดูหนาวเหน็บเจ็บจิตเช่นนี้หนอ พลังงานและความเฟรชในวันวานมันหายหัวไปอยู่ที่ไหน กลับมาเถอะเบบี๋

พูดถึงอนาคต ก็ดูเหมือนว่าเส้นทางที่กำลังพยายามอยู่ก็ค่อยๆเข้ารูปเข้ารอย เริ่มเห็นอะไรลางๆขึ้นมามั่งแล้ว หวังว่านั่นจะเป็นแหล่งโอเอซิสจริงๆ มิใช่มิราจบนผืนทราย  ผืนทะเลทรายโกบี/ซาวันน่าที่เหล่าคาราวานสถาปัตย์กำลังเร่ร่อนอย่างน่าเศร้า

ช่วงนี้อากาศก็พิลึก จะหนาวรึร้อนเอาซักอย่างสิคะ  อุตส่าห์ซื้อเสื้อผ้ามาแล้วนะเฟ้ย(เอ๊ะ ใช่ประเด็นหรอ)  แต่เราก็ตั้งตารอคริสมาสต์และปีใหม่อยู่ดี เพราะมันคือเทศกาลของความสุขจริงๆ ทั้งบรรยากาศร้านค้า ผู้คน และการสะกดจิตของตัวเอง อีกทั้งเป็นความหวังของทุกคนที่หวังว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ในปีใหม่  ช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความหวังความฝันแบบนี้นี่ช่างยอดเยี่ยมนัก อย่างไรก็ดี วันนี้ร้อนฉิกหายเลยค่ะ

 

 สิ่งที่ติดหนึบช่วงนี้

1.  ซีรี่ส์ Gossip Girls

2. เกมส์ Plants VS Zombies

3. Facebook (ใครๆเค้าก็ติดกันเนอะ)

อันดับเพลงที่ชอบฟังเป็นพิเศษ

1. You belong with me, Taylor Swift

2. Poker Face, Lady Gaga

3. Paparazzi , Lady Gaga

4. หวาน, Calories Blah Blah Feat. Sweetนุช

5. Kids, MGMT

เออ แล้วตูบอกไปทำไมหว่า ห้าๆๆ

2009/Oct/25

ประเพณีประจำก่อนเปิดเทอม ที่จะต้องสรุปสิ่งที่ได้จากปิดเทอมและรีวิวหนังที่ได้ดู

แต่เนื่องจากปิดเทอมนี้มันแสนสั้น และชีวิตอิฉันก็ช่างไร้แก่นสาร เล่นซิมส์ เที่ยว ชอปไปวันๆ  จึงขอเขียนถึงแค่รายการหนังจะเป็นการดีเสียกว่า

 

เริ่มจากหนังโรงที่ได้ดูนิ

New york, I love you

 

ที่มา http://movie.mthai.com/wp-content/uploads/2009/08/new_york_i_love_you-resize.jpg

เพิ่งดูมาหมาดๆ  เนื้อหาของเรื่องนี้คือเรื่องสั้นหลากหลายรสชาติเกี่ยวกับชีวิตและความรักที่เกิดขึ้นในมหานครนิวยอร์กที่ถูกนำมาร้อยเรียงต่อกันเป็นเรื่อง ซึ่งนี่เป็นหนังในชุดเดียวกันกับ Paris Jet'aime นั่นเอง

สำหรับแล้ว NYนี้เป็นอะไรที่ดีมากๆ เพราะดูสนุกสนานลื่นไหล เราจะเห็นความต่อเนื่องของตัวละครและเหตุการณ์ที่ค่อนข้างฉับไวหวือหวา เหมือนกับชีวิตในนิวยอร์ก แต่อย่างไรก็ดีมันก็ยังมีช่วงที่เนิบนาบปล่อยอารมณ์ด้วยเช่นกัน ทำให้หนังเรื่องนี้ดูเหมือนมีชีวิตจริงๆ  ในแต่ละตอนก็แสดงอารมณ์ออกมาได้แตกต่างสมกับความหลากหลายในนิวยอร์ก ซึ่งเมื่อดูจบแล้วจะออกไปทางอิ่มใจมากกว่าที่จะเหงาหรืออะไร  เราว่าดีกว่าตอนปารีสอีก แม้ว่าบางไอเดียจะคุ้นๆมาจากปารีสก็เถอะ แต่ อย่าได้แคร์  อยากจะเชียร์ให้ใครๆได้ไปดูกันนะ พอดูเสร็จก็อาจจะอยากพูดออกมาก็ได้ว่า NY, I love you!

 District 9

ที่มา http://www.moviestoday.org/wp-content/uploads/2009/09/district9_poster.png

หนังแอคชั่นดราม่าสุดเจ๋ง ด้วยพล็อตคันๆ เกี่ยวกับเมื่อมียูเอฟโอจากต่างดาวมาลอยอยู่นิ่งๆเหนื่อพื้นโลก ภายในบรรจุเหล่าเอเลี่ยนที่หน้าตาคล้ายกุ้งที่หมดเรี่ยวแรงอยู่เต็มลำ รัฐบาลจึงจัดสรรบริเวณทำเป็นที่อยู่อาศัยซึ่งก็คือสลัมดีๆที่เรียกว่า district9 นั่นเอง จนเวลาล่วงเลย มันสลัมและป่าเถื่อนจนรัฐบาลต้องจัดการอพยพ(และกวาดล้าง) ซึ่งพระเอกที่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมนั้นก็ไปโดนสารพิษต่างดาวเข้าจนติดเชื้อกลายเป็นลูกครึ่งเข้าไปเต็มๆ รัฐบาลจึงตามจับมาเพื่อทำการทดลองให้ใช้อาวุธต่างดาว เรื่องราวจึงเกิดขึ้น

 สาเหตุที่ว่ามันเจ๋งสุดๆ ก็คงเป็นหนังแอคชั่นที่นอกจากจะมันส์ระทึกแล้ว เนื้อหามันยังอัดแน่นไปด้วยความดราม่า ที่ให้เราตั้งคำถามตลอดเวลาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ความเห็นแก่ตัว และความรักที่เป็นพลังให้พระเอกหาทางคืนร่างให้ได้ ซึ่งเราว่าคุณพระเอกก็แสดงได้ดีมากเลยล่ะ เพราะสภาพของพระเอกเป็นอะไรที่อึดอัดกดดันมาก สภาพที่ไม่มีที่อยู่ทั้งทางปัจจัยสี่และสถานภาพทางสังคม ทุกคนจ้องจะจับตัว อยู่อย่างอดๆอยากๆ และที่สำคัญที่สุดคือการทนมองตัวเองค่อยๆกลายสภาพเป็นสัตว์ประหลาดโดยทำอะไรไม่ได้

แถมนิดว่า ฉากจบมันดราม่ามาก T ^ T

 

นอกไปจากสองเรื่องนี้ ก็ได้ดู ห้าแพร่ง กับมหาลัยสยองขวัญ ทั้งนี้ เราเป็นพวกกลัวผีมากแต่ก็ชอบดู แต่สองเรื่องนี้โดนลากไปดู ก็เออเอาวะ  ซึ่งไม่รู้จะรีวิวอะไร แต่ก็พูดง่ายๆสั้นว่า ห้าแพร่งก็ดีนะ ชอบตอนหลาวชะโอนกับขำตอนมาช่า ส่วนมหาลัยสยองขวัญ ไม่ค่อยดีอะ มันดูจงใจเกินไปมากๆ แถมบทยังทำให้ดูตลกอีกในบางตอน บางตอนก็ตลกด้วยเพลง เลยงงๆว่านี่มันหนังอะไรกันหว่า

 

แล้วก็เข้าสู่โซนหนังแผ่นที่ซื้ออย่างบ้าคลั่ง แต่ไม่เคยดูหมดซะที = ="

Eternal Sunshine of the spotless mind

ที่มา http://ycinemanow.files.wordpress.com/2007/03/eternal-sunshine-of-the-spotless-mind.jpg

เมื่อนางเอกจัดการลบพระเอกไปจากความทรงจำหลังจากการทะเลาะกันครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อเขารู้ก็เลยไปขอรับการลบความทรงจำบ้างด้วยความปวดใจ แต่ทุกขณะที่ขั้นตอนการลบความทรงจำด้วยการย้อนดูอดีตดำเนินไป เขาก็พบว่ารักเธอมากมายแค่ไหน และพยายามที่จะหนีการ"ลบ"นี้ให้ได้

"ลบเธอไม่ให้ลืมเธอ" พล็อตหนังเก๋ไก๋นี้ยังไม่ได้มีแค่นั้น เพราะนอกจากจะมีคู่พระเอกแล้ว ยังมีอีกคู่เอกคู่หนึ่งที่ประสบปัญหาการเล่นตลกของความจำและความผูกพัน  แม้ช่วงแรกๆเราจะงงหนักหนาว่านี่มันอะไรกันวะ แต่เมื่อดูไปเรื่อยๆ เราก็พบอาการ"ร้องไห้ราวกับญาติเสีย"ขึ้นมาอีกแล้ว เพราะมันเป็นอะไรที่กินใจมากๆ ทำให้เรารู้สึกถึงความรักที่ลึกซึ้งและยิ่งใหญ่แบบไม่มีเหตุผล(การคบกันของคู่นี้ดูไม่ค่อยมีเหตุผล แต่เป็นอะไรที่ใช้ใจมากๆ)

ขอแนะนำเป็นอย่างยิ่ง มันดีมากจริงๆ โรแมนติกสุดยอด 

Ma Vie En Rose

ที่มา http://genderfork.com/wp-content/uploads/2009/08/ma_vie_en_rose.jpg

เนื้อหาเกี่ยวกับเด็กผู้ชายวัยเยาว์(น่าจะเจ็ดขวบนะ)ที่ค้นพบว่าตัวเองชอบแต่งหญิงและชอบเล่นแบบผู้หญิงมาตั้งแต่ยังเด็ก  ซึ่งสิ่งนี้ส่งผลให้เกิดปัญหาภายในครอบและนอกครอบครัวด้วยว่าโดนรังเกียจจากเพื่อนบ้านที่ภายนอกดูเป็นชุมชนแสนดี และร้ายที่สุดคือพ่อของเขาก็ต้องออกจากงานเพียงเพราะ เขาเป็น"แต๋ว"

หนังดีการันตีรางวัล(ดูโปสเตอร์สิ) ซึ่งแผ่นนี้ซื้อมาจากการแนะนำแบบถวายชีวิตของพี่พนักงานร้านแมงป่อง เราเลยจัดให้ด้วยการซื้อปุ๊บกลับไปดูเลย ซึ่งสมคำโฆษณาจริงๆ ดีมาก น่ารัก อบอุ่น สะเทือนใจ โดยที่หนังเก็บอารมณ์ได้ละเอียดมากว่าอาการตกใจและเสียใจที่รู้ว่าลูกเป็นเกย์จะเริ่มจากพ่อก่อนและเมื่อพ่อเริ่มปลงได้ ทางฝ่ายแม่จึงทนไม่ไหวจนต้องระบายออกมา ซึ่งเออ มันละเอียดจริงๆ  อีกจุดเด่นที่สำคัญคือสีสันสวยงามและภาพจินตนาการความฝันที่ถูกสอดแทรกเป็นระยะๆให้ความรู้สึกแฟนตาซีแบบครอบครัวและเจ๋งมากๆ เห็นถึงความกล้าหาญและสนุกสนานในการสร้างหนัง  สรุปแล้วเป็นอีกเรื่องโคตรแนะนำเช่นกัน

Dancer in the dark

ที่มา http://content9.flixster.com/photo/86/33/71/8633715_gal.jpg

หนังอินดี้ของผู้กำกับ Lars Von Trier ที่กำกับDogvilleอันได้เคยรีวิวไป  สำหรับหนังเรื่องนี้เขายังคงความเก๋ด้วยการทำmusical ฉบับพลเมืองชั้นสองและโลกแห่งความจริง เนื้อหาว่าด้วยอีสาวโรงงานซึ่งตาค่อยๆบอดลงเก็บเงินเพื่อให้ลูกชายได้ผ่าตัดตา(ปั๋วชีไม่อยู่) ชีวิตอันน่ารันทดยังมีมรสุมเข้ามาเมื่อเงินเก็บทั้งหมดถูกชายเจ้าของรถเทรลเลอร์นั้นขโมยเงินไปเพื่อใช้หนี้ และยังยิ่งเศร้าได้อีกเมื่อเธอต้องกลายเป็นฆาตรกรโดยมิได้เต็มใจ

ความเจ๋งประการแรกคือนักแสดงนำ ซึ่งก็คือเจ้าป้าBjorkแห่งวงการเพลงนั่นเอง หลายๆคนคงรู้จักความเฮี้ยนของชีเป็นอย่างดี ซึ่งแน่นอนว่าเพลงสไตล์บียอร์กก็ได้เป็นมิวสิคัลของหนังเรื่องนี้นี่เอง ซึ่งเพลงในเรื่องนี้จะเป็นแนวทึมๆ ไม่มีทำนองใสปิ๊ง แต่จะใช้เสียงจากสิ่งแวดล้อม เช่นเสียงเครื่องจักรในโรงงาน เสียงรถไฟ เป็นต้น เพลงที่ได้จึงมีความหลอน แปลก และเนื้อหาลบสุดโต่งผิดกับมิวสิคัลปกติแบบหน้ามือเป็นหลังตีนทีเดียว

เมื่อรวมเนื้อหาของหนัง เจ๊บียอร์ก และเพลงประกอบแล้ว หนังที่เนิบเนือยเรื่องนี้อาจทำให้คุณเป็นบ้าไปเลยก็ได้ เพราะมันช่างหดหู่ กดดัน อึดอัดทรมานใจ จนอยากให้มันจบเสียที ขัดกับใบหน้าของบียอร์กที่ยิ้มอย่างเลื่อนลอยและคิดถึงความฝันแสนสนุกของเธอตลอดเวลา แต่โลกมันโหดร้ายเกินไปจนบางทีการรีบๆตายไปอาจจะดีกว่าก็ได้

ทั้งนี้มิใช่อิฉันไม่ชอบ แต่มันกดดันเกินกว่าสไตล์ที่ชอบดู(น้ำตาจึงไม่มีหยดเลย) จึงแนะนำได้เพียงว่า ใครมีภูมิต้านทานความหดหู่เป็นอย่างดี ขอให้ได้ดูซะ

Persepolis

ที่มา http://www.movietrailers.net.au/images/persepolis-movie-poster.jpg

หนังที่สร้างมาจากการ์ตูนเรื่องดังแสบๆคันๆ เกี่ยวกับชีวิตของมาร์จอเน่ สาวอิหร่านหัวก้าวหน้า จนทนอยู่ในอิหร่านที่มีความกดขี่ไม่ได้ ต้องออกมาเผชิญโลกกว้างแต่ยังเยาว์  ซึ่งในฉบับหนังนี้ ก็ให้อรรถรสคล้ายกับในการ์ตูนเลย มันจึงไม่ได้แตกต่างกันมากนัก แต่จะมีเทคนิคสีและภาพเคลื่อนไหวที่ดูดำดิ่งได้อารมณ์มากกว่า ขณะที่แบบการ์ตูนจะดูนัวร์ๆกว่านะ

Lost in Translation

ที่มา http://imagecache5.art.com/p/LRG/21/2110/4N7ED00Z/lost-in-translation.jpg

หนังดังหนังเด็ด ว่าด้วยการใช้ชีวิตในต่างบ้านต่างเมืองในเวลาสั้นๆ ของพระ และนางโดยที่ทั้งคู่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย  แม้จะเป็นช่วงเวลาอันแสนสั้น แต่ความทรงจำและผูกพันท่านกลางความเหงาเดียวดายนั้น ยังยืนกว่า....จริงหรือ

หนังที่ตอนแรก เมื่อดูปกและอ่านเนื้อหาแล้วก็รู้สึกไปเองทันทีเลยว่า เหงาแน่ๆ เหงาโคตรๆ ระดับหว่องกาไวเลยพี่  แต่พอดูจบแล้ว...อืม ไม่เหงาว่ะ  คือการใช้ชีวิตในญี่ปุ่นของทั้งคู่นั้นไม่ได้แสดงให้เห็นแต่ความเหงาและเย็นชาของอารยธรรมที่แตกต่างเลย  เรารู้สึกว่าปัญหามันอยู่ที่การสื่อสารมากกว่าเมืองกัดกร่อนใจให้เหงา และด้วยพระเอกนางเอกคุย"ภาษา"เดียวกัน จึงคลิกได้อย่างรวดเร็ว แต่ถามว่าพอกลับสู่อเมริกาไปแล้ว ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะยั่งยืนไหม เราตอบไม่ได้ เพราะมันดูราวกับว่า "ความเหงาพาไป"

The Machinist

ที่มา http://imagecache2.allposters.com/images/pic/MMPO/503276~The-Machinist.jpg

หนังดาร์คๆนัวร์ๆนำแสดงโดยคริสเตียน เบล ซึ่งเป็นที่กล่าวขานถึงความทุ่มเทว่ายอมลดน้ำหนักลงมาถึง 1ใน3จากเดิมเพื่อสวมบทบาทชายหนุ่มที่นอนไม่หลับจนเห็นภาพหลอนต่างๆนานาเลยทีเดียว ซึ่งแท้จริงแล้วสิ่งเหล่านั้นมายาที่เกิดจากความรู้สึกผิดบาปในอดีตของเขานั่นเอง

เรื่องนี้เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ต่างๆมากมายที่แทรกเข้ามา อีกทั้งภาพหนังที่ใช้โทนสีมืดทึม รวมกับบทบาทราวโครงกระดูกเดินได้ของคริสเตียนเบลนั้น ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นทริลเลอร์ชั้นดีเรื่องนึงทีเดียว แม้ว่าบางอย่างเราจะเดาได้แต่แรกก็ตาม  แต่เราพลาดไปอย่างที่กดเปิดซับแล้วพบว่า มันไม่ใช่ซับหนัง แต่เป็นคำบอกเล่าของผู้กำกับเกี่ยวกับนักแสดง ที่มา การตีความของฉากต่างๆแบบฉากต่อฉากเลยทีเดียว  คิดในแง่ดีก็ทำให้เราเข้าใจหนังได้ดีขึ้น แต่มันกลับรบกวนการเข้าถึงอารมณ์ของตัวหนังไปเสียมากน่ะสิ  อย่างไรก็ดี หนังเรื่องนี้จัดว่าแหล่มเลยทีเดียว ขอแนะนำ

Lars and the real girl

ที่มา http://www.movieretriever.com/images/partner/blogs/263_lars_and_the_real_girl.jpg

หนังดังที่เราตามหามานาน ว่าด้วยผู้ชายแสนซื่อนิสัยดีที่มีปัญหาด้านการผูกสัมพันธ์คนหนึ่ง ตัดสินใจสั่งตุ๊กตายางมาเป็นแฟนสาว! พล็อตแรงขนาดนี้ไม่เจ๋งก็ไม่รู้จะว่ายังไง

ถ้าฟังแค่นั้นคงรู้สึกว่ามันเป็นหนังติดเรทแบบแสบๆคันๆ แต่ที่จริงแล้ว เป็นหนังครอบครัวอบอุ่นน่ารักที่แสดงถึงปัญหาการเข้าสังคมของลาร์ส และการช่วยเหลือกันของคนในชุมชนที่พยายามช่วยเหลือลาร์สได้อย่างดีเยี่ยม  ความดีและน่ารักของชุมชนนี้ทำให้เรานึกถึงชุมชนจากเรื่อง Ma vie en rose ที่ได้กล่าวถึงไป ที่แม้ภาพลักษณ์จะดูแสนดีมีน้ำใจเพียงไร สุดท้ายก็แค่ภาพลวงตา  ผิดกับชุมชนนี้ที่ทุกคนเป็นคนจริง  พอดูจบแล้วก็ต้องยิ้มอย่างอิ่มใจให้กับหนังดีๆสร้างสรรค์แบบนี้แบบไม่ต้องพยายาม

I am Sam

 

ที่มา http://www.siamdvdshop.com/images/I-am-sam.jpg

สุดยอดหนังดีที่เราล้าหลังโคตรๆ เพิ่งจะได้ดู ว่าด้วยชายปัญญาอ่อนที่พยายามสู้ให้ได้สิทธิ์ในการเลี้ยงดูบุตรสาววัยเจ็ดขวบโดยมีทนายสาวที่ภายนอกดูเพอร์เฟ็คแต่ชีวิตครอบครัวล้มเหลวเป็นคนคอยช่วยเหลือ

พระเจ้าช่วยกล้วยทอด ขอสรรเสริญฌอน เพ็นน์ที่"เป็น"คนปัญญาอ่อนผู้อบอุ่นเปี่ยมรักได้สมบูรณ์แบบมาก ขณะที่อีหนูดาโกต้า แฟนนิ่งเองก็เล่นได้ฉลาด น่ารักและยอดเยี่ยมมาก ถ้ามีลูกแบบนี้ได้สถาบันครอบครัวคงดีขึ้นทั่วโลก ซึ่งไม่ต้องบรรยายอะไรมากนอกจาก ยอดเยี่ยม น่ารัก อบอุ่น ซาบซึ้งและน้ำตาท่วมจอ

Hedwig and the angry inch

 

ที่มา http://www.indierag.com/content/reviews/images/hedwig/hedwig04.jpg

หนังกึ่งๆหนังเพลงร็อคสุดแสบ ว่าด้วยเฮ็ดวิก สาวประเภทสองที่ผ่าตัดไม่สำเร็จเหลือดุ้นไว้หนึ่งนิ้ว กับชีวิตของหล่อนที่ถูกนำเสนอเป็นบทเพลงเก๋ๆเปรี้ยวๆ ชีวิตสุดขมขื่นแต่แสบสันต์

ส่วนตัวแล้ว เนื้อหาก็เฉยๆคือไปเรื่อยๆ แต่ที่ชอบคือเพลงมันเพราะดี พวกสาวกร็อคแอนด์โรลน่าจะกรี๊ด แล้วเวลาที่เฮ็ดวิกร้องเพลงนี่จะมันส์มาก บวกกะมันสื่อถึงอารมณ์จนเราลืมไปเลยว่าดูหนังอยู่  เหมือนกำลังดูคอนเสิร์ตผสมMVยังไงยังงั้น

Once

ที่มา http://www.thaidvd2u.com/images/Once.gif

เรื่องสุดท้ายของเอนทรี่  เนื้อหาว่าด้วย ณ เมืองดับลิน ชายหญิงคู่หนึ่งได้เจอกันด้วยความรักในเสียงเพลงและได้ทำงานเพลงร่วมกัน  ฟังดูแล้วชวนให้นึกถึง music and lyrics แต่ที่จริงแล้วต่างกันลิบลับ หากMaLคือความสวยงามของความรักและเสียงเพลง onceก็เหมือนกับความจริงและความเศร้าของชีวิต

ถ้าใครยังจำได้ เพลงประกอบจากเรื่องนี้ได้รางวัลออสการ์มาเชยชม ซึ่งก็สมควรแล้วสำหรับเรา(แม้ตอนนั้นจะเชียร์ Enchantedแทบตาย)  เพลงเรื่องนี้เหมาะกะพวกที่ชอบแนวบริทๆ ฟังแล้วจะนึกถึงชายฝั่งทะเลหน้าหนาวมากๆ บวกกับสภาพแวดล้อมในหนังและเนื้อหาชวนให้เหงาจับใจอย่างบอกไม่ถูก  และในตอนจบสุดท้าย พระเอกนางเอกก็อาจไม่ใช่เจ้าชายเจ้าหญิงของกันและกันในชีวิตจริง

 

หมดแล้ว โฮก เหนื่อย  จริงๆก็ดูอะไรอีกนิดหน่อยแต่ไม่น่ารีวิว บวกกับนั่งดูGossip Girl2 อย่างบ้าคลั่งไป  ไว้ซักวันจะมีเอนทรี่อุทิศโดยเฉพาะ เพราะมันกรี๊ดมาก

เอาล่ะ หมดเวลาสนุกแล้วซี ขอลาก่อนบายบี ความสุขียามปิดเทอม

และสุดท้าย สวัสดีนรกบนดิน