2009/Jun/07

เห็นชาวบ้านเค้าเล่นJune Writeกันสนุกสนาน ไอ้เราก็มิอาจหาญกล้าฝ่าสังขารมาอัพ  ได้แต่ตามอ่านต้อยๆ จริงๆถือว่าเป็นกิจกรรมที่ดี เพราะทำให้เรากลับมาเข้าเอ็กทีนทุกวันอีกครั้ง

วันนี้หลังจากสะสางงานก็ออกไปกินโออิชิกะครอบครัว  พบเรื่องน่าตื่นเต้นเรื่องที่หนึ่งคือ กระแต-ศุภักษร  และดาราอีก2คน(ลืมชื่อแล้ว)มานั่งกิ่นอยู่โต๊ะข้างเรา  โอ้ว ดารานี่สวยสะเด็ดกันดีจริงๆ กินไปดูไปได้อาหารสองเด้งทั้งตาทั้งปากแล้วทีเดียว  พ่อเราซึ่งแอบเป็นแฟนคลับกระแตอยู่ลับๆรู้สึกปลื้มใจมาก

ที่ตลกคือ เหล่าเด็กเสิร์ฟ-เก็บจานทั้งหลายดูจะชอบมาแวะเวียนเก็บจานโต๊ะเราเสมอ  ถึงขั้นจับกลุ่มกันชำเลืองมองเลยทีเดียว นี่สินะ ไทยมุง

หลังจากพุงกางก็กลับมาบ้านตอนหัวค่ำ และพบกับเรื่องหน้าตื่นเต้นตกใจเรื่องที่2

มีหิ่งห้อยอยู่ในเขตบ้านดิฉัน!

ตอนแรกก็สงสัยว่ากูอิ่มจนตาลายรึป่าว ตัวอะไรมันแวบๆ แต่ก็พบว่านี่มันหิ่งห้อยจริงๆด้วย  บินวนเวียนน่ารักไปมาในอาณาเขตบ้านที่จะเรียกว่าสวนก็คงไม่เต็มปากนัก แค่มีต้นไม้นิดหน่อยกะบ่อบัวอีกนิดนึงเลยทำให้สงสัยว่า มันมาได้อย่างไร

สันนิษฐานเอาว่าด้วยความที่บ้านอยู่ชานเมือง กอปรกับใกล้คลอง(ซึ่งไม่ได้สะอาดนักหนา) ทำให้หิ่งห้อยปาฏิหาริย์ตัวนี้สามารถมาบินเก๋ในบ้านเราได้

แต่ไม่ว่ามันจะมาได้ยังไง หรือจะพากันตาลายทั้งบ้านก็ตาม การได้เห็นเจ้าตัวน้อยนี้ก็ทำให้ชีวิตมีสีสัน มีความสุขและมีความหวังขึ้นอีกนิด  ก็ขนาดหิ่งห้อยที่หายากและอ่อนแอยังอุตส่าห์มาโผล่ในป่าปูนแทนป่าลำพูได้เลยนี่นา

Life is Beautiful

La Vita e' Bella

ที่มา - http://kaawrowkaw.files.wordpress.com/2007/05/image005.jpg

หนังเรื่องดังและดีมากจากอิตาลี (ที่ผ่านมามันเกริ่นเข้ารีวิวหนังนี่นา) ว่าด้วยโจชัว พ่อหนุ่มคิดบวกที่ตกหลุมรักครูสาวคนนึงตั้งแต่แรกพบ ด้วยวิธีการจีบที่แสนน่ารักโรแมนติกรวมกับพรหมลิขิตทำให้ทั้งสองได้แต่งงานกันอย่างมีความสุขและมีลูกชายตัวน้อยน่ารักหนึ่งคน

ชีวิตที่มีความสุข สบายๆในร้านหนังสือเล็กๆของเขาต้องพังทลายลงเมื่อถึงคราวกวาดล้างชาวยิวสู่ค่ายกักกันของนาซี  ทั้งๆที่นางเอกนั้นไม่ได้มีเชื้อยิวแถมยังเป็นคนชาติตระกูลดี แต่เธอกลับเลือกที่จะขึ้นรถไฟตามสามีและลูกไป ถ้าจะตายก็ตายพร้อมกัน

ณ ค่ายกักกัน โจชัวพยายามหลอกลูกชายของเขาว่านี่เป็นเกมส์ที่ทุกคนต้องทำตามกฎเพื่อสะสมแต้มโดยคนชนะจะได้รถถัง  แม้จะเป็นยามลำบากแค่ไหน โจชัวจะยังคงยิ้มแย้มและโกหกเพือรักษาชีวิตลูกชายของเขาไว้เสมอ ด้วยความเชื่อในใจว่า Life is beautiful

  เป็นหนังที่ดูแล้วรู้สึกทั้งเศร้า เจ็บปวดและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน  ทั้งร้องไห้และยิ้มไปพร้อมๆกัน  ยอดเยี่ยมทั้งการแสดง เนื้อหา และคำโกหกอันแสนหวาน

 ฉากประทับใจคือฉากพระเอกจีบนางเอก  ครั้งแรกที่เขาเจอนางเอกก็พูดว่า อรุณสวัสดิ์เจ้าหญิง  จนแม้กระทั่งวันสุดท้าย เขาก็ยังคงพูดเช่นนั้นเสมอ  หรือฉากเรียกกุญแจจากท้องฟ้าก็เก๋มากๆ

เป็นหนังที่ Highly Recommended ไว้ดูในเวลาที่เศร้าใจ..ดูแล้วก็ยิ้มไว้ โลกยังคงสวยงาม

edit @ 7 Jun 2009 23:00:50 by alamode

2009/May/31

อัพบล็อกสุดท้าย ร่ำลาก่อนเปิดเทอม

จำได้ว่าที่ผ่านมาจะเขียนไว้เสมอว่าปิดเทอมที่ผ่านมาได้รับอะไรไปบ้าง  คราวนี้ก็คงเหมือนกัน แต่ขอเน้นรีวิวหนังที่ห่างหายไปนานจะดีกว่า

 

สิ่งที่ได้ทำ

1. ทำละครถาปัด

เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากๆๆๆ  กินเวลาไปเกือบ2ใน3ของปิดเทอมเลยก็ว่าได้ T - T  แต่อย่างไรก็ดี ละครให้อะไรเรากลับมามากมายดังได้กล่าวไปในเอนทรี่ขะนู้นแล้ว  ขอสดุดีแก่ละครก็อดฟาเต้อรีเทิร์นอีกครั้งจ้ะ

2. เวิร์คช้อปเอนเนียแกรม

ได้ไปร่วมพูดคุยกะเค้าครั้งนึง (ชวด2ครั้งเพราะละคร กรี๊ดดด)  แล้วตอนนี้ก็สนใจอยู่ค่อนข้างมาก เลยลองเวิร์คช้อปตัวเองเล็กๆอยุ่นิดหน่อย พยายามเข้าใจคนอื่นให้มากขึ้น

3. รับจ็อบ

 เป็นครั้งแรกที่ได้จับงานตรงสายกะที่เรียนบ้าง  พบว่ามันช่างยุ่งยาก น่าเหนื่อยใจและไม่จบไม่สิ้น  โดยสิ่งที่ยุ่งยากใจที่สุดคือการตกลงราคา

4. เรียนคอม

 ลงวิชา3Dmaxs ซึ่งจริงๆก็เคยเรียนเมื่อนานมาแล้ว แต่ลืมหมดแล้ว  และคราวนี้ก็เรียนทั้งๆที่ชนกะความวิกฤติของละคร  สุดท้ายแล้ว ดิฉันไม่ได้อะไรเลย T  T  อีกตัวคืออิลลัส  อันนี้สนุกสนานมากมาย ส่วนนึงเป็นเพราะเลยช่วงวิกฤติไปจนละครจบแล้วเลยสบาย  แถมตัวเนื้อหาเองก็สนุกและเก๋จนแอบรู้สึกว่า ทำไมตูไม่เรียนมานานแล้วฟะ  อย่างไรก็ดี คาดว่าความรู้นั้นจะระเหิดไปไม่ช้านี้  เลยขอแปะงานวาดเล่นที่เพิ่งมีไฟทำไป

แม่หญิงงามเมือง ดิต้า วอน ทีส ไอดอลตลอดกาลของดิฉัน  BGนั่นใช้จากรูปเก่าทั้งดุ้น  ดูมากๆก็หลอนว่ะ

5. เหมาเพลงลดราคา

นี่ไม่ใช้ครั้งแรกที่เสียสติไปกะเพลงลดราคา แต่เป็นครั้งแรกที่เสียสติจนแกลบไปครั้งเดียว  คือเมื่อวันศุกร์ไปQhouseที่เพลินจิต ซึ่งลดราคาซีดีเหลือแผ่นละ100เป็นส่วนใหญ่  ได้ทั้งเพลงแปลกๆ เพลงไม่แปลก เพลงเพราะโคตร เช่นที่จะแนะนำต่อไปนี้

จริงๆอัลบั้มที่ซื้อคราวนี้คือ Bossa down Abbey road ซึ่งเป็นเพลงคัฟเวอร์ของThe Beatles โดยกลุ่มBNB  ใครที่ชอบแนวแจ๊สบอสซ่าฟังสบาย และชอบบีตเทิ่ล ขอให้ไปสอยมาด่วน อนึ่ง กลุ่มBNBยังได้ทำการคัฟเวอร์เพลงจากเรื่องMamma Mia! ของAbbaอีกด้วย ซึ่งขอบอกอีกเช่นกันว่า มันเยี่ยมมาก ฟังแล้วชิวและผ่อนคลายสุดๆ  ของเค้าดีจริงๆนะ

บรรณ อัลบั้ม แปลงกาย  เป็นงานเพลงที่เอาเพลงแจ๊สฝรั่งยุคเก่ามาแปลงเนื้อใหม่เป็นเพลงไทย ด้วยทำนองฟังสบายและเนื้อร้องน่ารักทำให้เป็นอีกอัลบั้มที่เหมาะจะเปิดเอกเขนกฟังอยู่บ้าน (ยิ่งถ้าเป็นบ้านไม้กึ่งโบราณจะเริ่ดมาก)  อนึ่งนั้น คุณบรรณคือโปรดิวเซอร์และลูกเขยของมาดามSweetนุชนั่นเองจ้ะ

6. ดูหนัง

เป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว  ซึ่งถ้านับตั้งแต่ช่วงปิดเทอมใหม่ๆ พบว่าแห่ดูหนังรางวัลไปมากมายแล้ว หลังๆก็ดูหนังโรงบ้าง แต่หนังแผ่นนี่ยังไม่ได้เคลียร์เท่าไหร่เลย  อย่างไรก็ดี มีหนังเกี่ยวกับผู้หญิงที่อยากจะรีวิวดังนี้

 

Raise the red Lantern -- ตำนานรักในหอแดง -- มงกุฎดอกส้ม

 

ที่มา - http://discsworldwide.com/Raise_the_Red_Lantern_DVD.jpg

  หนังว่าด้วยชีวิตเมียๆของเจ้าสัวคนหนึ่ง ผู้ซึ่งสะสมเมียไว้ถึง4คน นางเอกซึ่งก็คือกงลี่นั้น ถูกจับแต่งงานส่งเข้ามาเป็นคุณนาย4ที่เอ๊าะๆสดใหม่ มีความรู้กว่าใครเพื่อน แรกๆเจ๊กงลี่ก็เป็นสาวใสที่รู้สึกรับไม่ได้กับการเห็นผู้หญิงเป็นสิ่งของเป็นนางบำเรอ แต่เมื่อนานวันเข้า เธอรู้ว่าโลกมันช่างโหดร้าย และถึงเวลาที่เธอจะโหดร้ายบ้างแล้ว

  อันที่จริงนี่เป็นหนังที่แซบมากๆ ลึกในแง่อารมณ์ ภาพสัญลักษณ์ แต่จางอี้โหมวทำออกมาได้ดูนิ่งและมีศิลปะที่สุด เพราะแค่พะยี่ห้อเฮียคนนี้ ก็เดาได้ทันทีว่างานศิลป์มันจะต้องเก๋ไก๋เป็นแน่แท้ ซึ่งก็จริงดังคาด นี่เป็นหนังที่แม้จะจับกล้องนิ่งๆในมุมมองสมมาตรก็ไม่ทำให้เบื่อแต่อย่างใด กลับรู้สึกถึงความน่าสะพรึงได้ด้วยซ้ำ

ในแง่บทนั้น ถ้าใครเกิดทันก็น่าจะรู้จักละครช่องเจ็ดสมัยนานมาแล้ว เรื่อง มงกุฎดอกส้ม (ดักอายุโคตร) ที่น้ำผึ้งเล่นเป็นนางเอกไว้  จะบอกว่าเรื่องตำนานรักหอแดงนี่ล่ะคือต้นแบบให้ละครไทยเราลอกมาเกือบทั้งดุ้น  บางฉากนี่เหมือนกันเด๊ะ แต่อย่างไรก็ดี มันถือเป็นเรื่องที่เจ๋งสุดยอดและแซบหลาย โดยที่ไม่ต้องตบตีกรี๊ดๆแบบชะนีในละครสมัยนี้(ซึ่งจริงๆก็แซ่บ)  กงลี่ ชีแคน

 

Samaritan girl

ที่มา - http://i155.photobucket.com/albums/s281/pinku_the_fangirl/uploads/samaritan.jpg

 หนังเกาหลีสุดแนว ของผู้กำกับชื่อดัง คิมคีดุก  เนื้อหาว่าด้วยเพื่อนสาวสองคนที่สนิทกันมาก(เกินไป)ร่วมมือกันขายบริการเพื่อเก็บเงินไปเที่ยวยุโรป โดยอีเพื่อนเป็นคนลงมือขายด้วยความเชื่อที่ว่าเซ็กส์คือการทำบุญอย่างหนึ่ง ส่วนอีนางเอกก็เป็นนายหน้าคอยติดต่อและดูต้นทางให้ จนวันนึงตำรวจมาตามจับ ทำให้เพื่อนนางเอกต้องกระโดดตึกลงมาหนีการจับกุม แล้วก็ตายซะงั้น นางเอกซึ่งรู้สึกผิดบาปมาก เลยหาทางไถ่บาปโดยการไล่นอนกะผู้ชายที่เพื่อนมันเคยนอนเพื่อคืนเงินให้  บังเอิญพ่อนางเอกดันรู้เข้า เลยตามแก้แค้นพวกผู้ชายเหล่านั้นทีละคนๆ

เนื้อเรื่องก็แหวกแนวแล้ว พอดูๆไป ช่วงหลังจะยิ่งแนวได้อีก ได้รู้ว่าดิฉันโง่จนเข้าไม่ถึงหรืออย่างไร แต่ก็ไม่เข้าใจตอนจบเอาซะเลย มันตัดจบดื้อๆมาก ถึงแม้จะตีความในแง่สัญลักษณ์ได้ก็เหอะ  อย่างไรก็ดี ถามว่าเรื่องนี้เจ๋งจนต้องรีวิวยังไง ก็คงต้องยกย่องในความแนวของมัน ที่นำเสนอปัญหาออกมาได้ทั้งเข้าใจและไม่เข้าใจ เช่นว่า ทำไมนางเอกต้องไล่นอนกับผู้ชาย จริงๆแล้วเธอเห็นเซ็กส์เป็นบาปรึบุญกันแน่  เป็นหนังที่มีความซับซ้อนทางอารมณ์สูงมาก

 

The day I became a woman

ที่มา - http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/newmovie/thedayibecameawoman/woman_00.jpg

  หนังอิหร่านว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของผู้หญิง3คนในช่วงสามวัย ทั้งเด็กหญิงตัวน้อยที่จะอายุครบ9ขวบในอีกเพียงแค่ชั่วโมงเดียว วัยเด็กของเธอจะหายไปกลายเป็นเด็กสาวที่ไม่ยุ่งดับผู้ชายอีก  เรื่องของหญิงสาวที่หนีจารีตประเพณีของหมู่บ้านมาแข่งปั่นจักรยาน  และเรื่องของหญิงแก่ที่ใช้เงินซื้อข้าวของที่อยากได้ ซื้อความสุขในวาระสุดท้ายของชีวิต

  เป็นหนังค่อนข้างเงียบ ให้ความรู้สึกคล้ายสารคดีอย่างบอกไม่ถูก ถ่ายทอดบรรยากาศริมทะเลออกมาได้รู้สึกสะเทือนใจและเป็นอะไรที่ไกลเกินเอื้อมของผู้หญิงอย่างบอกไม่ถูก ดูแล้วรู้สึกดีใจที่เกิดเป็นชาวพุทธ เพศหญิงไม่ได้รับการกดขี่แบบอิหร่าน  ดูแล้วอยากจะตบผู้ชายในเรื่อง2เกรียนแตกมากๆ    

ฉากประทับใจคือตอนที่หญิงชราซื้อข้าวของ พบว่ามีชุดเจ้าสาวด้วย  ดูแล้วรู้สึกกระแทกใจอย่างบอกไม่ถูก ทั้งๆที่หญิงคนนี้ก็แต่งงานมาแล้วแท้ๆ แต่ก็ต้องการสิ่งนี้  ตัวแทนความรักของหญิงสาวในแบบสากลที่ไม่ถูกกดขี่กระมัง  และที่นิ้วของหญิงแก่จะมีผ้าผูกไว้จำนวนมากกันลืมว่าต้องซื้ออะไร  ยายแกก็ปลดห่วงออกไปจนเหลือเส้นสุดท้ายทีนึกไม่ออกเสียทีว่าคืออะไร  และทิ้งไว้ให้คนดูตีความกันไปเอง  เราคงต้องขอทึกทักไปเองว่า สิ่งสุดท้ายที่เธอซื้อไม่ได้นั่นคือ อิสรภาพ นั่นเอง

 

หมดแล้ว ฮือๆ  ปิดเทอมนี้ของหนูช่างไม่มีอะไรที่ทำให้รู้สึกคุ้มซักนิด (แต่ถ้าในแง่รสชาติ มีเหลือเฟือที่ละคร)

อำลาอาลัย ปิดเทอมก็ไม่ได้อัพบล้อกแล้ว เปิดเทอมคงแย่กว่า  แถมต้องเริ่มซีเรียสกับอนาคตได้แล้ว  ม่ายน้า

รูปเดียวที่ได้วาดในช่วงปิดเทอม T - T ส่งท้ายจ้ะ

ปากเจ่อน่าดูดมั้ยเคอะ ฮิฮะ

edit @ 1 Jun 2009 11:04:34 by alamode

edit @ 1 Jun 2009 11:05:51 by alamode