สืบเนื่องจากงานประกาศผลรางวัล Academy Awards หรือออสการ์ที่เราคุ้นเคยกันดี ได้นำเสนอหนังดีน่าดูจำนวนมากมายยั่วน้ำลายคนคุกชีวิตที่ติดดราฟงานอย่างวิกฤติจิตกระเจิง
ทันทีที่นักโทษอย่างดิฉันได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระ จึงไม่รอช้าผลาญเงินทองและเวลาไปกับหนังที่ลิโด้และสกาล่าในบัดดล
อย่างไรก็ดี ด้วยความที่ล่าช้าทำให้พลาดMoment in JuneและRevolutionary Roadไปอย่างน่าเสียดาย ส่วนWrestlerนี่ไว้เงินเข้าแล้วคงได้ไปดู ทั้งท่ จะขอแสดงความเห็นเกี่ยวกะหนังออสการ์อื่นๆ โดยเรียงตามลำดับความชอบดังนี้
1. Slumdog Millionare
ที่มา - http://i3.photobucket.com/albums/y95/castlevania555/OSCAR/slumdog_millionaire.jpg
หนังดังหนังดีที่กอบโกยรางวัลไปประหนึ่งเป็นเจ้ามือที่ได้ป๊อกเด้ง หนังที่ใครๆที่เรารู้จักไปดูก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า"มันดีมาก" นั่นสิ สำหรับเรามันก็ดีจริงๆซะด้วย กลายเป็นหนังที่ชอบที่สุดในช่วงนี้เลย
เริ่มด้วยการเปิดฉากที่ตื่นเต้นเร้าใจ แค่เปิดมาก็รู้แล้วว่าทำไมมันถึงได้รางวัลตัดต่อภาพดีเด่น เพราะหนังแอคชั่นไหนๆยังไม่ทำให้ดิฉันตระหนกตกใจได้ขนาดนี้มาก่อน พอดูๆไปหนังก็เล่าประวัติความเป็นมาของพระเอกและประสบการณ์ที่มันเจอมาที่ทำให้ตอบคำถามได้จนถึงข้อรองสุดท้าย ซึ่งตลอดทางนี้ สิ่งที่เราขอชมเชยอีกว่า เพลงประกอบทำได้ยอดเยี่ยมมากๆ ทำให้มีอารมณ์ร่วมได้ เป็นโมเดิร์นอินเดียที่ฟังง่าย มันส์ และเก๋ (ปกติเราไม่ชอบเพลงแขกเลย) แต่ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมเพลงปิด "แจโฮ"มันถึงได้รางวัล ถึงแม้จะมีการเต้นอย่างเมามันส์พร้อมเพรียงเป็นMVก็เหอะ แต่เดี๊ยนไม่เข้าใจ เพลงอื่นในเรื่องยังเก๋กว่าอีก
ไม่รู้จะพูดยังไงเพราะมันก็ดีไปหมด บทมันส์ ดูเพลินมากๆ ฉากอารมณ์ก็ทำได้ดี โดยเฉพาะฉากที่คนทั่วอินเดียส่งใจมาเชียร์พระเอก เราน้ำตาไหลพรากๆกับคำว่า"ความหวังและความฝัน"เลยทีเดียว แต่ขัดใจช่วงท้ายเรื่องเล็กน้อยที่มันน้ำเน่ามาก ทุกสิ่งอย่างลงตัว เหมาะเจาะจนเว่อร์เกินเหตุ แต่อย่างไรก็ดี มันก็เหมือนการสื่อว่าชีวิตยังมีความหวังขอเพียงไม่ย่อท้อ ทั้งนี้ พระเอกนั้นใช้ความรักเป็นพลังขับเคลื่อนล้วนๆ และเรื่องนี้ก็ไม่น้ำเน่าไทยจ๋าซะทีเดียว เพราะอย่างน้อยนางเอกก็ไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ ชีแปดเปื้อนมาแล้วแต่พระเอกยังคงรับได้ ไอเลิฟยูว ซึ่งผิดกะละครไทยหลังข่าวมากๆที่นางเอกต้องเวอร์จิ้นเสมอ แม้ชีจะแต่งงานแล้วก็ตาม(อเมซิ่งมากๆ) เอ๊ะ นอกเรื่องว่ะ
พล่ามไปชักยาว เอาเป็นว่ามันดีจริงๆ ลงตัวในหลายอารมณ์เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย เป็นหนังที่ใช้"ใจ"มาก่อนเหตุผล ทันทีที่ดูจบจะรู้สึกได้ว่ามันดี แม้ไม่มีเหตุผล เหมือนกับความรักของตัวละครนั่นเอง
2. The Reader
ที่มา - http://movies.narak.com/preview/the_reader/the_reader_poster.jpg
พระเจ้าช่วยกล้วยทอด เปิดมาไม่นานมันก็เอากันเลยค่ะเบบี๋ เด็กดีอย่างดิฉันดูแล้วเขินอายยิ่งนัก(เรอะ!?) แต่จริงๆแล้วฉากเซ็กส์ไม่ใช่ประเด็นหลักสำหรับเรื่องนี้ แต่มันก็ช่างโจ่งแจ้งโจ๋งครึ่มจนเห็นน้องหนูของไมเคิล เบิร์ก อย่างไรก็ดี ดูจบแล้วอยากจะมีไอ้หนูจูยาว (ว้ายเสื่อม) มานอนอ่านหนังสือให้ฟังมั่งจัง555
เนื้อหาคือพระเอกวัย15ได้มีสัมพันธ์สวาทกะนางเอกกระดังงาลนไฟโดยก่อนจะมีเซ็กส์นางเอกจะขอให้พระเอกอ่านวรรณกรรมชื่อดังให้ฟังก่อนทุกครั้ง แล้วจู่ๆนางเอกก็หายไปจากชีวิตจนพอพระเอกโตขึ้นก็ได้พบนางเอกที่ต้องคดีโดยบังเอิญ
ในช่วงวัเยาว์ของพระเอกนั้น เรายังจับประเด็นอะไรไม่ได้นอกจากฉากรักที่เต็มเปี่ยมไปด้วยตัณหาราคะ ความสงสัยใคร่รู้ ช่วงพระเอกวัยหนุ่มที่เรียนกฎหมายนั้น เราจะเริ่มรู้สึกถึงความเฉยชามีกำแพงของพระเอก เมื่อได้พบกับนางเอกอีกครั้งความสับสนวุ่นวายใจจึงก่อตัว คล้ายๆกับพระเอกยังมีเยื่อใยกับเธออยู่ แต่อย่างไรก็ดีชีวิตพระเอกในช่วงหลังจะพบกับความเย็นชาห่างเหิน ความรู้สึก ความลับทั้งหลายถูกเก็บกดทับถมไว้ในใจจนทำให้เกิดฉากระเบิดอารมณ์และโศกนาฎกรรมอันแสนเศร้าในตอนท้าย
ขอพูดอย่างไม่อายปากเลยว่า ช่วงกลางค่อนท้ายเราร้องไห้เป็นเผาเต่า จังหวะที่นางเอกหัดอ่านหนังสือ คำว่าThe ออกเป็นคำแรกมันน่าประทับใจมากๆ ทำให้เรานึกถึงบทละครเวทีเรื่องคนปาฎิหาริย์ (อ้างอิงจากหน้ากากแก้ว) ตอนที่เฮเลน คิลเลอร์สามารถสอนเด็กน้อยนางเอก(ลืมชื่อ)ผู้ซึ่งพิการซ้ำซ้อน หูหนวก ตาบอดเป็นใบ้ ให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่าน้ำได้เป็นครั้งแรก อารมณ์อันสุดยอดนี้ได้ถูกสื่อในหนังเรื่องนี้แม้จะเป็นฉากสั้นๆ แต่ก็มากพอที่ทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้เป็นอันดับ2แล้วล่ะ ส่วนข้อคิดอื่นๆก็มีเกี่ยวกับความถูกผิด ความลับ แต่เราก็ไม่ได้สนใจเลย ประทับใจกับ"อารมณ์"ที่หนังนำเสนอให้โดยเฉพาะในตอนท้ายมากกว่า
เคทเล่นบทฮันน่าได้ดี เปี่ยมอารม์ที่ดูหนักหน่วงมากๆ รวมกับความกล้าแสดงของเธอทำให้คว้ารางวัลไปอย่างไม่ต้องสงสัย หนังเรื่องนี้จึงเหมาะกับผู้ที่ค่อนข้างโตและรับเรื่อง/อารมณ์หนักๆได้ดี (ทำไมตูพูดถึงเรื่องนี้ยาวกว่าเรื่องแรก)
3.Doubt
ที่มา - http://www.bollycircle.com/wp-content/uploads/2009/01/doubt-2009.jpg
หนังที่ว่าด้วยความสงสัย วิจิกิจฉา และการเสี้ยม!!! เนื้อหาว่าด้วย2แม่ชี ซึ่งหัวหอกตัวเสี้ยมคือเจ๊เมอรีล สตรีพ แม่ชีสุดเคร่งที่สงสัยเหลือเกินว่าบาทหลวงนี้แอบทำมิดีมิร้ายกับนักเรียนชายวัยเยาว์ในรั้วคอนแวนต์รึป่าว
สิ่งที่ทำให้ชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้คือหนังนำเสนอได้สมชื่อเรื่องมาก ดูตั้งแต่ต้นจนจบก็ยังสงสัยอยู่ดีว่าตกลงมันทำจริงๆรึป่าว ซึ่งนี่เป็นความจงใจที่จะเล่นกับคนดู ท้าทายมโนสำนึกและฮิวแมนเนเจอร์ได้เยี่ยมจริงๆ
ในแง่การแสดงป้าเมอแกสุดยอดไม่มีเปลี่ยน สวมวิญญาณแม่ชีผู้เคร่งได้ไม่มีหลุด นักแสดงอีกคนที่ประทับใจมากคือแม่ของเด็กคนนั้น เล่นได้ดีมากๆ โดยเฉพาะฉากปะทะอารมณ์กับป้าเมอ ชีตีบทแตกกระจาย ระเบิดอารมณ์จนจับคนดูได้อยู่หมัดจริงๆ ฉากที่ป้าเมอเถียงกะบาทหลวงนี่ก็สุดยอดดด ดูแล้วอึ้ง ทึ่ง (ไม่)เสียว
ฉากประทับใจคงเป็นฉากที่กล่าวถึงการนินทาก็เหมือนฉีกหมอนให้ขนเป็ดในนั้นลอยฟ่องไปทั่ว แต่ไม่อาจเก็บกลับคืนมาได้ ซึ่งไอ้เรื่องนี้ใครๆก็คงเคยได้ยินมาแล้ว แต่หนังยังแสดงถึงข้อคิดนี้ด้วยการแทรกเป็นสัญลักษณ์ใบไม้แห้งที่ปลิวว่อนไปตลอดทั้งเรื่อง ภาพออกมาจึงดูกังสดาลในความสงัดมากๆ ชอบ เรื่องนี้เหมาะกับทุกคน(โดยเฉพาะเด็กคณะเรา55) เพราะว่าใครๆก็คงเคยทั้งนินทาและถูกนินทามาแล้วทั้งนั้น ดูจบก็ต้องคิดกันหน่อยล่ะ
4. Milk
ที่มา - http://1.bp.blogspot.com/_Hx8w096i6jI/SYSYlzW3n3I/AAAAAAAAIPI/HQpczeVWE7s/s400/milk_movie_poster.jpg
หนังการเมืองที่นำเสนอแบบกึ่งสารคดี ว่าด้วยเรื่องจริงของนักการเมืองที่เป็นเกย์สว่างจิตคนแรก พยายามเรียกร้องสิทธิให้ชาวสีรุ้งเต็มที่
ปกติเราเกลียดอะไรก็ตามที่เกี่ยวกะการเมืองมากๆ แต่เรื่องนี้ทำให้เรานั่งดูอย่างสนุกจิตได้ตลอดรอดฝั่ง ต้องยกความดีความชอบให้เหล่าชาวเกย์ที่สร้างสีสันให้หนังเรื่องนี้น่าดู มีชีวิตชีวา และแสบสันต์ ยิ่งไปกว่านั้นต้องชื่นชมผู้แปล(คุณธนัชชา)ที่แปลออกมาได้แสบ จิกกัดและตุ๊ดสะใจ เช่นประโยคที่ว่า "เก้งเอากวางแล้วมันจะติดลูกมั้ง" ได้ใจสุดๆ > w < b
ขอบอกว่าฌอน เพ็นน์เป็นผู้ที่สมควรกับรางวัลนำแสดงชายดีเด่นมากๆ เพราะเขาเล่นจนมันจริง จริงแบบไม่ต้องสงสัยเลยว่าอีนี่มันเกย์ตัวพ่อ(รึแม่) ไม่มีหลุด เก็บได้ทุกเม็ด ชอบมากๆเป็นฉากแสดงความดีใจตอนที่กฎหมายเกย์ได้รับการคุ้มครอง การแสดงอารมณ์ทางสีหน้ามันแสดงถึงความดีใจขั้นสุดยอดที่ละเอียดและยังแสดงตัวตนเกย์ๆได้เยี่ยมจริงๆ ขอคารวะ
ชื่นชมอีกเรื่องคือคัดตัวนักแสดงได้เหมือนตัวจริงมากกกกก ดิฉันตื่นเต้นนัก นอกไปจากนี้ยังชอบเพลง สไตล์ที่แสดงถึงยุคสมัยได้ชัดเจนด้วย
5. The Curious case of Benjamin Button
ที่มา - http://mangomoment.files.wordpress.com/2009/02/336148the_curious_case_of_benjamin_button.jpg
หนังดังที่ฮือฮามานานตั้งแต่ตอนออกเทรลเลอร์แล้ว ด้วยเนื้อหาที่แปลกใหม่ว่าด้วยเบนจามิน ชายผู้เกิดมาด้วยรางการสูงวัยแต่กลับเด็กลงเรื่อยๆแปรผกผันกับอายุ แต่นางเอกก็เป็นคนธรรมดา จึงมีแค่ช่วงนึงเท่านั้นที่ทั้งคู่จะอายุเท่ากันและรักกันเยี่ยงคนปกติได้
ส่วนตัวแล้วรู้สึกว่า นี่มันคือหนังที่เต็มเปี่ยมด้วยข้อคิดดีๆ และคอนเส็ปต์ที่เริ่ดมากเกี่ยวกับเวลา ตั้งแต่ฉากเปิดแล้วที่เล่าเรื่องเวลาที่เดินย้อนกลับ แต่อนิจจา โปรดักชั่นที่สวยงาม พล็อตที่เก๋กู้ด นักแสดงที่เพอร์เฟ็คกลับไม่ส่งให้หนังเรื่องนี้ขึ้นอันดับต้นในใจเราเพราะความยืดยาดของหนังนั่นเอง ว่ากันตรงๆคือมันมีส่วนที่ไม่จำเป็นมากมาย แต่หนังอาศัยเทศนิคการเล่าที่สวยงามเอาตัวรอดมาได้ แต่เผอิญดิฉันเบื่อช่วงกลางเรื่องไปซะก่อน แถมตอนจบที่แสนจะขัดใจกับตรรกะ เพราะคนเรามันจะตัวเล็กลงได้ไงวะ เป็นโคนันคุงเรอะ = [] =!! ส่วนตัวคิดว่ามันมีวิธีจบที่ดีกว่านี้แน่ๆ
อย่างไรก็ดี บ่นมายืดยาวใช่ว่าหนังจะไม่ดี ของเค้าดีน่ะล่ะ ยิ่งฉากปิดท้ายเรื่องนี่เล่นเอาน้ำตาคลอ เป็นสารสุดท้ายที่สื่อได้กระชับและตรงประเด็นดีมาก ภาพประกอบก็สวยงาม เทคนิกการเล่าเรื่องก็มีความแปลกใหม่เก๋ไก๋ดีนัก และสิ่งที่เราชอบมากที่สุดในหมู่หนังรางวัลเลยก็คือ เพลงประกอบเรื่องนี้ โบราณถูกใจมากกกกก เพลงต่างๆแสดงช่วงยุคสมัยที่เปลี่ยนไปได้ชัดเจนมากๆเลย (แต่แฟชั่นของนางเอกกลับไม่สื่อถึงยุคสมัยเลยแฮะ)
สรุปแล้วเป็นหนังรักโรแมนติกที่อัดแน่น(มากๆๆๆ)ด้วยข้อคิดดีๆ เพียงแต่คืนก่อนดูต้องนอนให้เพียงพอล่ะ
แฮ่กๆ พอแล้ว หนูเหนื่อย จริงๆก็มีได้ดูแผ่นเรื่องอื่นอีก แต่ไว้ทีหลังล่ะเน่อ ช่วงนี้มีเวลาก็ดูหนังกันให้ตายไปข้าง ถือว่าเตรียมพร้อมสำหรับละครถาปัดปีนี้
ดูหนังดูละครแล้วอย่าลืมย้อนมาดูตัวนะจ๊ะ
แง
ยังไม่ได้ดูเลยซักเรื่องแฮะ