2009/Oct/25

ประเพณีประจำก่อนเปิดเทอม ที่จะต้องสรุปสิ่งที่ได้จากปิดเทอมและรีวิวหนังที่ได้ดู

แต่เนื่องจากปิดเทอมนี้มันแสนสั้น และชีวิตอิฉันก็ช่างไร้แก่นสาร เล่นซิมส์ เที่ยว ชอปไปวันๆ  จึงขอเขียนถึงแค่รายการหนังจะเป็นการดีเสียกว่า

 

เริ่มจากหนังโรงที่ได้ดูนิ

New york, I love you

 

ที่มา http://movie.mthai.com/wp-content/uploads/2009/08/new_york_i_love_you-resize.jpg

เพิ่งดูมาหมาดๆ  เนื้อหาของเรื่องนี้คือเรื่องสั้นหลากหลายรสชาติเกี่ยวกับชีวิตและความรักที่เกิดขึ้นในมหานครนิวยอร์กที่ถูกนำมาร้อยเรียงต่อกันเป็นเรื่อง ซึ่งนี่เป็นหนังในชุดเดียวกันกับ Paris Jet'aime นั่นเอง

สำหรับแล้ว NYนี้เป็นอะไรที่ดีมากๆ เพราะดูสนุกสนานลื่นไหล เราจะเห็นความต่อเนื่องของตัวละครและเหตุการณ์ที่ค่อนข้างฉับไวหวือหวา เหมือนกับชีวิตในนิวยอร์ก แต่อย่างไรก็ดีมันก็ยังมีช่วงที่เนิบนาบปล่อยอารมณ์ด้วยเช่นกัน ทำให้หนังเรื่องนี้ดูเหมือนมีชีวิตจริงๆ  ในแต่ละตอนก็แสดงอารมณ์ออกมาได้แตกต่างสมกับความหลากหลายในนิวยอร์ก ซึ่งเมื่อดูจบแล้วจะออกไปทางอิ่มใจมากกว่าที่จะเหงาหรืออะไร  เราว่าดีกว่าตอนปารีสอีก แม้ว่าบางไอเดียจะคุ้นๆมาจากปารีสก็เถอะ แต่ อย่าได้แคร์  อยากจะเชียร์ให้ใครๆได้ไปดูกันนะ พอดูเสร็จก็อาจจะอยากพูดออกมาก็ได้ว่า NY, I love you!

 District 9

ที่มา http://www.moviestoday.org/wp-content/uploads/2009/09/district9_poster.png

หนังแอคชั่นดราม่าสุดเจ๋ง ด้วยพล็อตคันๆ เกี่ยวกับเมื่อมียูเอฟโอจากต่างดาวมาลอยอยู่นิ่งๆเหนื่อพื้นโลก ภายในบรรจุเหล่าเอเลี่ยนที่หน้าตาคล้ายกุ้งที่หมดเรี่ยวแรงอยู่เต็มลำ รัฐบาลจึงจัดสรรบริเวณทำเป็นที่อยู่อาศัยซึ่งก็คือสลัมดีๆที่เรียกว่า district9 นั่นเอง จนเวลาล่วงเลย มันสลัมและป่าเถื่อนจนรัฐบาลต้องจัดการอพยพ(และกวาดล้าง) ซึ่งพระเอกที่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมนั้นก็ไปโดนสารพิษต่างดาวเข้าจนติดเชื้อกลายเป็นลูกครึ่งเข้าไปเต็มๆ รัฐบาลจึงตามจับมาเพื่อทำการทดลองให้ใช้อาวุธต่างดาว เรื่องราวจึงเกิดขึ้น

 สาเหตุที่ว่ามันเจ๋งสุดๆ ก็คงเป็นหนังแอคชั่นที่นอกจากจะมันส์ระทึกแล้ว เนื้อหามันยังอัดแน่นไปด้วยความดราม่า ที่ให้เราตั้งคำถามตลอดเวลาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ความเห็นแก่ตัว และความรักที่เป็นพลังให้พระเอกหาทางคืนร่างให้ได้ ซึ่งเราว่าคุณพระเอกก็แสดงได้ดีมากเลยล่ะ เพราะสภาพของพระเอกเป็นอะไรที่อึดอัดกดดันมาก สภาพที่ไม่มีที่อยู่ทั้งทางปัจจัยสี่และสถานภาพทางสังคม ทุกคนจ้องจะจับตัว อยู่อย่างอดๆอยากๆ และที่สำคัญที่สุดคือการทนมองตัวเองค่อยๆกลายสภาพเป็นสัตว์ประหลาดโดยทำอะไรไม่ได้

แถมนิดว่า ฉากจบมันดราม่ามาก T ^ T

 

นอกไปจากสองเรื่องนี้ ก็ได้ดู ห้าแพร่ง กับมหาลัยสยองขวัญ ทั้งนี้ เราเป็นพวกกลัวผีมากแต่ก็ชอบดู แต่สองเรื่องนี้โดนลากไปดู ก็เออเอาวะ  ซึ่งไม่รู้จะรีวิวอะไร แต่ก็พูดง่ายๆสั้นว่า ห้าแพร่งก็ดีนะ ชอบตอนหลาวชะโอนกับขำตอนมาช่า ส่วนมหาลัยสยองขวัญ ไม่ค่อยดีอะ มันดูจงใจเกินไปมากๆ แถมบทยังทำให้ดูตลกอีกในบางตอน บางตอนก็ตลกด้วยเพลง เลยงงๆว่านี่มันหนังอะไรกันหว่า

 

แล้วก็เข้าสู่โซนหนังแผ่นที่ซื้ออย่างบ้าคลั่ง แต่ไม่เคยดูหมดซะที = ="

Eternal Sunshine of the spotless mind

ที่มา http://ycinemanow.files.wordpress.com/2007/03/eternal-sunshine-of-the-spotless-mind.jpg

เมื่อนางเอกจัดการลบพระเอกไปจากความทรงจำหลังจากการทะเลาะกันครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อเขารู้ก็เลยไปขอรับการลบความทรงจำบ้างด้วยความปวดใจ แต่ทุกขณะที่ขั้นตอนการลบความทรงจำด้วยการย้อนดูอดีตดำเนินไป เขาก็พบว่ารักเธอมากมายแค่ไหน และพยายามที่จะหนีการ"ลบ"นี้ให้ได้

"ลบเธอไม่ให้ลืมเธอ" พล็อตหนังเก๋ไก๋นี้ยังไม่ได้มีแค่นั้น เพราะนอกจากจะมีคู่พระเอกแล้ว ยังมีอีกคู่เอกคู่หนึ่งที่ประสบปัญหาการเล่นตลกของความจำและความผูกพัน  แม้ช่วงแรกๆเราจะงงหนักหนาว่านี่มันอะไรกันวะ แต่เมื่อดูไปเรื่อยๆ เราก็พบอาการ"ร้องไห้ราวกับญาติเสีย"ขึ้นมาอีกแล้ว เพราะมันเป็นอะไรที่กินใจมากๆ ทำให้เรารู้สึกถึงความรักที่ลึกซึ้งและยิ่งใหญ่แบบไม่มีเหตุผล(การคบกันของคู่นี้ดูไม่ค่อยมีเหตุผล แต่เป็นอะไรที่ใช้ใจมากๆ)

ขอแนะนำเป็นอย่างยิ่ง มันดีมากจริงๆ โรแมนติกสุดยอด 

Ma Vie En Rose

ที่มา http://genderfork.com/wp-content/uploads/2009/08/ma_vie_en_rose.jpg

เนื้อหาเกี่ยวกับเด็กผู้ชายวัยเยาว์(น่าจะเจ็ดขวบนะ)ที่ค้นพบว่าตัวเองชอบแต่งหญิงและชอบเล่นแบบผู้หญิงมาตั้งแต่ยังเด็ก  ซึ่งสิ่งนี้ส่งผลให้เกิดปัญหาภายในครอบและนอกครอบครัวด้วยว่าโดนรังเกียจจากเพื่อนบ้านที่ภายนอกดูเป็นชุมชนแสนดี และร้ายที่สุดคือพ่อของเขาก็ต้องออกจากงานเพียงเพราะ เขาเป็น"แต๋ว"

หนังดีการันตีรางวัล(ดูโปสเตอร์สิ) ซึ่งแผ่นนี้ซื้อมาจากการแนะนำแบบถวายชีวิตของพี่พนักงานร้านแมงป่อง เราเลยจัดให้ด้วยการซื้อปุ๊บกลับไปดูเลย ซึ่งสมคำโฆษณาจริงๆ ดีมาก น่ารัก อบอุ่น สะเทือนใจ โดยที่หนังเก็บอารมณ์ได้ละเอียดมากว่าอาการตกใจและเสียใจที่รู้ว่าลูกเป็นเกย์จะเริ่มจากพ่อก่อนและเมื่อพ่อเริ่มปลงได้ ทางฝ่ายแม่จึงทนไม่ไหวจนต้องระบายออกมา ซึ่งเออ มันละเอียดจริงๆ  อีกจุดเด่นที่สำคัญคือสีสันสวยงามและภาพจินตนาการความฝันที่ถูกสอดแทรกเป็นระยะๆให้ความรู้สึกแฟนตาซีแบบครอบครัวและเจ๋งมากๆ เห็นถึงความกล้าหาญและสนุกสนานในการสร้างหนัง  สรุปแล้วเป็นอีกเรื่องโคตรแนะนำเช่นกัน

Dancer in the dark

ที่มา http://content9.flixster.com/photo/86/33/71/8633715_gal.jpg

หนังอินดี้ของผู้กำกับ Lars Von Trier ที่กำกับDogvilleอันได้เคยรีวิวไป  สำหรับหนังเรื่องนี้เขายังคงความเก๋ด้วยการทำmusical ฉบับพลเมืองชั้นสองและโลกแห่งความจริง เนื้อหาว่าด้วยอีสาวโรงงานซึ่งตาค่อยๆบอดลงเก็บเงินเพื่อให้ลูกชายได้ผ่าตัดตา(ปั๋วชีไม่อยู่) ชีวิตอันน่ารันทดยังมีมรสุมเข้ามาเมื่อเงินเก็บทั้งหมดถูกชายเจ้าของรถเทรลเลอร์นั้นขโมยเงินไปเพื่อใช้หนี้ และยังยิ่งเศร้าได้อีกเมื่อเธอต้องกลายเป็นฆาตรกรโดยมิได้เต็มใจ

ความเจ๋งประการแรกคือนักแสดงนำ ซึ่งก็คือเจ้าป้าBjorkแห่งวงการเพลงนั่นเอง หลายๆคนคงรู้จักความเฮี้ยนของชีเป็นอย่างดี ซึ่งแน่นอนว่าเพลงสไตล์บียอร์กก็ได้เป็นมิวสิคัลของหนังเรื่องนี้นี่เอง ซึ่งเพลงในเรื่องนี้จะเป็นแนวทึมๆ ไม่มีทำนองใสปิ๊ง แต่จะใช้เสียงจากสิ่งแวดล้อม เช่นเสียงเครื่องจักรในโรงงาน เสียงรถไฟ เป็นต้น เพลงที่ได้จึงมีความหลอน แปลก และเนื้อหาลบสุดโต่งผิดกับมิวสิคัลปกติแบบหน้ามือเป็นหลังตีนทีเดียว

เมื่อรวมเนื้อหาของหนัง เจ๊บียอร์ก และเพลงประกอบแล้ว หนังที่เนิบเนือยเรื่องนี้อาจทำให้คุณเป็นบ้าไปเลยก็ได้ เพราะมันช่างหดหู่ กดดัน อึดอัดทรมานใจ จนอยากให้มันจบเสียที ขัดกับใบหน้าของบียอร์กที่ยิ้มอย่างเลื่อนลอยและคิดถึงความฝันแสนสนุกของเธอตลอดเวลา แต่โลกมันโหดร้ายเกินไปจนบางทีการรีบๆตายไปอาจจะดีกว่าก็ได้

ทั้งนี้มิใช่อิฉันไม่ชอบ แต่มันกดดันเกินกว่าสไตล์ที่ชอบดู(น้ำตาจึงไม่มีหยดเลย) จึงแนะนำได้เพียงว่า ใครมีภูมิต้านทานความหดหู่เป็นอย่างดี ขอให้ได้ดูซะ

Persepolis

ที่มา http://www.movietrailers.net.au/images/persepolis-movie-poster.jpg

หนังที่สร้างมาจากการ์ตูนเรื่องดังแสบๆคันๆ เกี่ยวกับชีวิตของมาร์จอเน่ สาวอิหร่านหัวก้าวหน้า จนทนอยู่ในอิหร่านที่มีความกดขี่ไม่ได้ ต้องออกมาเผชิญโลกกว้างแต่ยังเยาว์  ซึ่งในฉบับหนังนี้ ก็ให้อรรถรสคล้ายกับในการ์ตูนเลย มันจึงไม่ได้แตกต่างกันมากนัก แต่จะมีเทคนิคสีและภาพเคลื่อนไหวที่ดูดำดิ่งได้อารมณ์มากกว่า ขณะที่แบบการ์ตูนจะดูนัวร์ๆกว่านะ

Lost in Translation

ที่มา http://imagecache5.art.com/p/LRG/21/2110/4N7ED00Z/lost-in-translation.jpg

หนังดังหนังเด็ด ว่าด้วยการใช้ชีวิตในต่างบ้านต่างเมืองในเวลาสั้นๆ ของพระ และนางโดยที่ทั้งคู่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย  แม้จะเป็นช่วงเวลาอันแสนสั้น แต่ความทรงจำและผูกพันท่านกลางความเหงาเดียวดายนั้น ยังยืนกว่า....จริงหรือ

หนังที่ตอนแรก เมื่อดูปกและอ่านเนื้อหาแล้วก็รู้สึกไปเองทันทีเลยว่า เหงาแน่ๆ เหงาโคตรๆ ระดับหว่องกาไวเลยพี่  แต่พอดูจบแล้ว...อืม ไม่เหงาว่ะ  คือการใช้ชีวิตในญี่ปุ่นของทั้งคู่นั้นไม่ได้แสดงให้เห็นแต่ความเหงาและเย็นชาของอารยธรรมที่แตกต่างเลย  เรารู้สึกว่าปัญหามันอยู่ที่การสื่อสารมากกว่าเมืองกัดกร่อนใจให้เหงา และด้วยพระเอกนางเอกคุย"ภาษา"เดียวกัน จึงคลิกได้อย่างรวดเร็ว แต่ถามว่าพอกลับสู่อเมริกาไปแล้ว ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะยั่งยืนไหม เราตอบไม่ได้ เพราะมันดูราวกับว่า "ความเหงาพาไป"

The Machinist

ที่มา http://imagecache2.allposters.com/images/pic/MMPO/503276~The-Machinist.jpg

หนังดาร์คๆนัวร์ๆนำแสดงโดยคริสเตียน เบล ซึ่งเป็นที่กล่าวขานถึงความทุ่มเทว่ายอมลดน้ำหนักลงมาถึง 1ใน3จากเดิมเพื่อสวมบทบาทชายหนุ่มที่นอนไม่หลับจนเห็นภาพหลอนต่างๆนานาเลยทีเดียว ซึ่งแท้จริงแล้วสิ่งเหล่านั้นมายาที่เกิดจากความรู้สึกผิดบาปในอดีตของเขานั่นเอง

เรื่องนี้เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ต่างๆมากมายที่แทรกเข้ามา อีกทั้งภาพหนังที่ใช้โทนสีมืดทึม รวมกับบทบาทราวโครงกระดูกเดินได้ของคริสเตียนเบลนั้น ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นทริลเลอร์ชั้นดีเรื่องนึงทีเดียว แม้ว่าบางอย่างเราจะเดาได้แต่แรกก็ตาม  แต่เราพลาดไปอย่างที่กดเปิดซับแล้วพบว่า มันไม่ใช่ซับหนัง แต่เป็นคำบอกเล่าของผู้กำกับเกี่ยวกับนักแสดง ที่มา การตีความของฉากต่างๆแบบฉากต่อฉากเลยทีเดียว  คิดในแง่ดีก็ทำให้เราเข้าใจหนังได้ดีขึ้น แต่มันกลับรบกวนการเข้าถึงอารมณ์ของตัวหนังไปเสียมากน่ะสิ  อย่างไรก็ดี หนังเรื่องนี้จัดว่าแหล่มเลยทีเดียว ขอแนะนำ

Lars and the real girl

ที่มา http://www.movieretriever.com/images/partner/blogs/263_lars_and_the_real_girl.jpg

หนังดังที่เราตามหามานาน ว่าด้วยผู้ชายแสนซื่อนิสัยดีที่มีปัญหาด้านการผูกสัมพันธ์คนหนึ่ง ตัดสินใจสั่งตุ๊กตายางมาเป็นแฟนสาว! พล็อตแรงขนาดนี้ไม่เจ๋งก็ไม่รู้จะว่ายังไง

ถ้าฟังแค่นั้นคงรู้สึกว่ามันเป็นหนังติดเรทแบบแสบๆคันๆ แต่ที่จริงแล้ว เป็นหนังครอบครัวอบอุ่นน่ารักที่แสดงถึงปัญหาการเข้าสังคมของลาร์ส และการช่วยเหลือกันของคนในชุมชนที่พยายามช่วยเหลือลาร์สได้อย่างดีเยี่ยม  ความดีและน่ารักของชุมชนนี้ทำให้เรานึกถึงชุมชนจากเรื่อง Ma vie en rose ที่ได้กล่าวถึงไป ที่แม้ภาพลักษณ์จะดูแสนดีมีน้ำใจเพียงไร สุดท้ายก็แค่ภาพลวงตา  ผิดกับชุมชนนี้ที่ทุกคนเป็นคนจริง  พอดูจบแล้วก็ต้องยิ้มอย่างอิ่มใจให้กับหนังดีๆสร้างสรรค์แบบนี้แบบไม่ต้องพยายาม

I am Sam

 

ที่มา http://www.siamdvdshop.com/images/I-am-sam.jpg

สุดยอดหนังดีที่เราล้าหลังโคตรๆ เพิ่งจะได้ดู ว่าด้วยชายปัญญาอ่อนที่พยายามสู้ให้ได้สิทธิ์ในการเลี้ยงดูบุตรสาววัยเจ็ดขวบโดยมีทนายสาวที่ภายนอกดูเพอร์เฟ็คแต่ชีวิตครอบครัวล้มเหลวเป็นคนคอยช่วยเหลือ

พระเจ้าช่วยกล้วยทอด ขอสรรเสริญฌอน เพ็นน์ที่"เป็น"คนปัญญาอ่อนผู้อบอุ่นเปี่ยมรักได้สมบูรณ์แบบมาก ขณะที่อีหนูดาโกต้า แฟนนิ่งเองก็เล่นได้ฉลาด น่ารักและยอดเยี่ยมมาก ถ้ามีลูกแบบนี้ได้สถาบันครอบครัวคงดีขึ้นทั่วโลก ซึ่งไม่ต้องบรรยายอะไรมากนอกจาก ยอดเยี่ยม น่ารัก อบอุ่น ซาบซึ้งและน้ำตาท่วมจอ

Hedwig and the angry inch

 

ที่มา http://www.indierag.com/content/reviews/images/hedwig/hedwig04.jpg

หนังกึ่งๆหนังเพลงร็อคสุดแสบ ว่าด้วยเฮ็ดวิก สาวประเภทสองที่ผ่าตัดไม่สำเร็จเหลือดุ้นไว้หนึ่งนิ้ว กับชีวิตของหล่อนที่ถูกนำเสนอเป็นบทเพลงเก๋ๆเปรี้ยวๆ ชีวิตสุดขมขื่นแต่แสบสันต์

ส่วนตัวแล้ว เนื้อหาก็เฉยๆคือไปเรื่อยๆ แต่ที่ชอบคือเพลงมันเพราะดี พวกสาวกร็อคแอนด์โรลน่าจะกรี๊ด แล้วเวลาที่เฮ็ดวิกร้องเพลงนี่จะมันส์มาก บวกกะมันสื่อถึงอารมณ์จนเราลืมไปเลยว่าดูหนังอยู่  เหมือนกำลังดูคอนเสิร์ตผสมMVยังไงยังงั้น

Once

ที่มา http://www.thaidvd2u.com/images/Once.gif

เรื่องสุดท้ายของเอนทรี่  เนื้อหาว่าด้วย ณ เมืองดับลิน ชายหญิงคู่หนึ่งได้เจอกันด้วยความรักในเสียงเพลงและได้ทำงานเพลงร่วมกัน  ฟังดูแล้วชวนให้นึกถึง music and lyrics แต่ที่จริงแล้วต่างกันลิบลับ หากMaLคือความสวยงามของความรักและเสียงเพลง onceก็เหมือนกับความจริงและความเศร้าของชีวิต

ถ้าใครยังจำได้ เพลงประกอบจากเรื่องนี้ได้รางวัลออสการ์มาเชยชม ซึ่งก็สมควรแล้วสำหรับเรา(แม้ตอนนั้นจะเชียร์ Enchantedแทบตาย)  เพลงเรื่องนี้เหมาะกะพวกที่ชอบแนวบริทๆ ฟังแล้วจะนึกถึงชายฝั่งทะเลหน้าหนาวมากๆ บวกกับสภาพแวดล้อมในหนังและเนื้อหาชวนให้เหงาจับใจอย่างบอกไม่ถูก  และในตอนจบสุดท้าย พระเอกนางเอกก็อาจไม่ใช่เจ้าชายเจ้าหญิงของกันและกันในชีวิตจริง

 

หมดแล้ว โฮก เหนื่อย  จริงๆก็ดูอะไรอีกนิดหน่อยแต่ไม่น่ารีวิว บวกกับนั่งดูGossip Girl2 อย่างบ้าคลั่งไป  ไว้ซักวันจะมีเอนทรี่อุทิศโดยเฉพาะ เพราะมันกรี๊ดมาก

เอาล่ะ หมดเวลาสนุกแล้วซี ขอลาก่อนบายบี ความสุขียามปิดเทอม

และสุดท้าย สวัสดีนรกบนดิน

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
แป่ว รูปไม่ขึ้น คร่อก
ไอเรื่องเด็กแต๋วนี่ใช่เรื่องที่เป็นภาษาฝรั่งเศสป่ะ
ถ้าใช่เหมือนจะเคยดู ฮ่าๆๆๆ
กรี๊ดตลอดเรื่อง

เธอมันบ้า ดูหนังเยอะชิบๆ
#1  by  PARAkeet At 2009-10-26 21:32, 
เราชอบ once อ้ะ ที่เคยดูนะ
เพลงเพราะด้วย
I am sam กะ Eternal Sunshine ก็ชอบ
เรื่องหลังนี่เราชอบคู่รอง

ปล. อยากดู lost in translation
#2  by  J.KaMe At 2009-10-26 21:34, 
รีวิวก็น่าจะเหนื่อยนะ เป็นคนอ่านยังเหนื่อยเลย sad smile


น่าดูหลายเรื่องมากเลยอ่ะ
แต่I am Sam เหมือนจะดูแล้ว แต่ทำไมจำอะไรไม่ได้เลยวะ!!
#3  by  +panpandog+ At 2009-10-26 21:50, 
แม่รีวิวทีไรรู้สึกเหมือนเป็นคนไม่เคยดูหนังทุกที
แม่ดูเยอะมากกก และกลายเป็นประเพณีรีวิวไปเลี้ยว 55+
สุขสันต์วันเปิดนรกบนดินครับ
#4  by  giri At 2009-10-26 22:21, 
กูอยากดูในเรื่องในลิสท์ของมึง
#5  by  buffy At 2009-10-27 00:02, 
ดูหลายเรื่อง*

พิมผิชชช
#6  by  buffy At 2009-10-27 00:02, 
เยอะมากมาย ~

สวัสดีเปิดเทอมครับ T_T โปรเจคนี้ไม่ไหวละ
#7  by  wein At 2009-10-28 22:35, 
เฮ้ย หนังแม่งหน้าดูทั้งนั้นเลยอ่ะ esp Lar and the real girl/ Dancer in the dark /Persepolis ได้ยินกิตติศัพท์มานานมากแต่ไม่เคยดูเลยอะ
หูว แกดูหนังเยอะมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เจ๋งๆๆๆ
#8  by  ป้าแนน (58.8.185.149) At 2009-10-31 01:17, 
ชิวสุดๆเลยดิ
ไม่รีวิวมหาลัยฯเหรอ 55+
#9  by  ++tea++ At 2009-10-31 20:29, 
คอหนังเหมือนกัีนเลย เรามาคุยกันได้ อิอิ
อยากดู The Machinist
คริสเตียน เบล หล่อลาก

เราชอบเรื่อง I'M SAM

ดูแล้วรักป๋าณอน เพ็นน์

เปิดเทอมแล้วเหรอ เราเพิ่งเปิดเมื่อวันที่ 26 ตค เอง น่าเบื่อเนอะ เอ้อ โปรเจคนรก
#10  by  setsuna At 2009-11-01 17:25, 

<< Home